วันที่มาถึงเมืองไทย

น้องชายกับน้องสะไภ้ไปรับ สนามบินแย่มาก ๆ ห้องน้ำก็เก่าโทรมมาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ มาถึงบ้าน แม่รู้ว่ามาร้องไห้ใหญ่เลย และถามถึงคนโตด้วย ว่าไม่มาด้วยหรือ

ดูสภาพแม่แล้วน่าสงสารมาก ๆ แม่ร้องโอย ๆ ตลอด ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวไม่อยากจะร้อง

วันรุ่งขึ้นตอนเย็น แม่บอกว่า ลืมบอกกับคาโอริเรื่องสร้อยข้อมือ ที่คาโอริเคยทำให้ เรางี้ซึ้งมาก ๆ พ่อเค้าก็ซึ้งมากจนน้ำตาซึม ที่แม่จำได้

คืนวันที่ ๒๔ นอนกับแม่ แม่ถ่าย ๒ ครั้ง ต่อมาหิวกินเต้าหู้ กับรังนก

วันที่ ๒๕ ไปเที่ยวบ้านอู๊ดและอ๊อด

แม่ของฉัน

ความจำที่เกี่ยวกับแม่

แม่กับพ่อแต่งงานกันเมื่อตอนแม่อายุได้ประมาณ 27 ปี พ่อกับแม่มีลูกด้วยกันทั้งสิ้น 4 คน เป็นหญิง 3 ชาย 1 ไล่เลียงลงมาเลยคือ จากคนโตผู้หญิง(เราเอง) และผู้หญิงอีก 2 คนสุดท้องเป็นผู้ชาย (สมใจพ่อแม่)

ตามความคิดของคนทั่วไปสำหรับคนเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าที่เป็นคนจีน มักจะอยากได้คนโตเป็นผู้ชาย เราซึ่งเป็นคนโตพ่อแม่จึงอยากให้เป็นผู้ชายมากกว่า พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะสอนให้ยิงปืน ขับรถ และพกมีดตอนเข้ากรุงเทพฯด้วย

พ่อแม่เราออกจะเป็นคนที่ไม่ใช่หัวเก่า จากที่บอกไม่รู้ว่าเพราะด้วยความที่อยากให้คนโตเป็นผู้ชายหรือเปล่า แม่จะสอนให้เรากินเบียร์ กินเหล้าเป็น …

เมื่อสมัยเริ่มแรกเลย พ่อทำงานโรงโม่ เป็นพนักงานเกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องกลึงต่าง  ๆ บ้านก็อาศัยบ้านพักคนงาน ต่อมา พ่อต้องการแยกตัว ไม่เป็นลูกจ้างเค้า จึงหาบ้านอยู่ใหม่ ซึ่งก็ไม่ไกลจากละแวกนั้นมากนัก

พ่อก็เปิดเป็นโรงงานในบ้านเล็ก ๆ ด้วยการซื้อเครื่องกลึง และเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรับซ่อม รับทำจิปาถะ จะมีทั้งกลึงของ อ๊อกของ รถแท็กเตอร์มักจะมาให้พ่อซ่อมประจำ

แม่ก็เปิดร้านค้าเล็ก ๆ เพราะบ้านเราเป็นแบบห้องแถวต่างจังหวัด มีสองห้อง แม่ใช้ห้องหนึ่งเปิดร้าน อีกด้านพ่อใช้ทำเป็นโรงงานเล็ก ๆ จากที่แม่เปิดร้านแรก ๆ ก็ขายหวานเย็น ซึ่งขายดิบขายดีมาก ๆ เพราะไม่มีใครทำขายด้วย และอากาศร้อน ๆ ทำให้คนชอบกิน พ่อเล่าให้ฟังว่า ขายดีจนมีคนอิจฉาไปแจ้งตำรวจ ว่าใส่ยา ทำให้คนติดกัน พ่อเลยบอกว่า แม่ใช้น้ำหวานเฮลบลูบอยส์ พ่อก็นำหลักฐานให้ดู และพูดคุย ตำรวจก็เชื่อว่าไม่ได้ใส่ยา

จากที่ทำหวานเย็นขายนี้ ทำให้แม่ได้ค่อย ๆ ขยายนำของเข้าร้านเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นขายทุกอย่าง เพราะไม่ว่าจะยา บุหรี่ หม้อ ข้าวสาร ชุดนักเรียน ผ้าถุง กะปิ น้ำปลา เรียกว่าต้องการอะไรก็มาที่ร้านแม่ และอีกอย่างบริเวณแถว ๆ นั้นยังไม่มีร้านค้า ทำให้ร้านของแม่ขายดีมาก อ้อ..แล้วยังมีขนมปัง ขนมเด็ก ๆ โอเลี้ยง(ขายดีมาก สมัยสาว ๆ แม่เป็นแม่ค้าขายโอเลี้ยงมาก่อนตอนอยู่บ้านพี่ชายแม่ ทำให้เจอกับพ่อ) และเบอร์ของ ซึ่งเด็ก ๆ ชอบกันมาก

แม่จะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปตลาดในเมือง ซื้อของเข้าร้าน ต่อมา ทั้งเหล้า เบียร์ก็มีขาย มีโต๊ะนั่งให้ 1-2 ตัวได้ ตกค่ำ ๆ จะมีหนุ่ม ๆ มานั่งกินเหล้าเบียร์พร้อมแทะเม็ดแตงโมกันประจำ

วันเวลาผ่านไป… จนพ่อกับแม่เปลี่ยนกิจการมาทำรถบรรทุกไม้ยางพารา เพราะเริ่มฮิตกันมากในสมัยนั้น ใครทำก็รวยกันขึ้น  จนทำตามกันมากขึ้น แรก ๆ ก็ไปได้ดี เริ่มมีรถสิบล้อหลายคัน แต่ต่อมา อย่างที่บอกคนอื่นเห็นว่าบ้านนั้นทำแล้วรวยขึ้น บ้านนี้ทำแล้วรวยขึ้น ก็ตาม ๆ กันจนทำให้ไม้ยางพาราเริ่มโก่งราคา เพราะมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อหลายราย

ทำให้กิจการเริ่มแย่ เพราะตอนซื้อไม้ยางพาราเราต้องแข่งกันซื้อด้วยราคาที่ถูกโก่ง เเหมือนประมูลกันเลยทีเดียว ใครให้ราคาสูงก็ขายให้คนนั้น แต่ตอนขายนี่อีก คนขายเยอะมากขึ้น ทำให้ลูกค้ากดราคากับคนขาย เพราะต้องแข่งกันขาย ไหนจะค่าน้ำมันเอย ค่าตำรวจที่โดนเรียกเก็บรายทาง และไหนจะค่ารถติดหล่มอีก เวลาหน้าฝน ทำให้ทุนหายกำไรหด จนพ่อต้องไปหาลู่ทางที่ภาคใต้ แม่ก็ไปช่วย ทำให้แม่ไปล้มที่นั่น

แม่กลายเป็นอัมพฤตอยู่ระยะหนึ่ง แต่ก็หลายปีพอควร ความจำในบางเรื่องก็หลงลืมไป ขาก็ชอบชาเวลาที่อากาศเย็น หรือเดินในพื้นที่เย็น ๆ …

บุพการี

คำว่า บุพการี (บุบ-พะ-กา-รี) เป็นคำภาษาบาลี ที่เกิดจากคำว่า ปุพฺพ แปลว่า ก่อน กับคำว่า การี แปลว่า ผู้กระทำ. บุพการี แปลว่า ผู้กระทำก่อน หมายถึง บิดามารดา ซึ่งเป็นผู้กระทำการอุปการะบุตรก่อน คือ ตั้งแต่เริ่มมีชีวิตอยู่ในครรภ์ และเลี้ยงดูให้การศึกษาอบรมด้วยความรักโดยมิได้หวังว่าจะได้รับสิ่งใดตอบแทน นับได้ว่า ท่านกระทำคุณแก่บุตรอย่างยิ่งยวด จึงเป็นหน้าที่ของบุตรธิดาทุกคนที่จะตอบแทนบุญคุณของบุพการี ด้วยการเคารพ เชื่อฟัง ประพฤติตนเป็นคนดี ไม่ทำให้ท่านเสียใจ ปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างเต็มใจ และเลี้ยงดูท่านเมื่อท่านแก่ชรา เป็นต้น

ความหมายของคำว่า บุพการี คือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย และทวด

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.